เทรดเดอร์ที่ชอบเทรดทองคำ (XAUUSD) ส่วนใหญ่มักโฟกัสอยู่กับราคากราฟ, แนวรับ แนวต้าน, และ Indicator ต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เทรดเดอร์มืออาชีพ, เทรดเดอร์ระดับกองทุน, เทรดเดอร์ระดับสถาบันหลายๆ ท่านสนใจคือ Open interest (OI; oi) และโครงสร้าง Call, Put, Vol settle, รวมไปถึงค่า Implied Volatility ด้วย… บทความนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงทั้งหมดที่กล่าวมา แต่เราจะคุณรู้จักกับ OI โดยเริ่มจาก 0 เลย ซึ่งท้ายบทความ เราจะมีแจก Dashboard EA เอาไปให้ทดลองใช้อีกด้วย (แจกท้ายบทความ)
Open Interest คืออะไร?
OI หรือ Open interest คือ จำนวนสัญญาซื้อขายที่ “ยังเปิดค้างอยู่” ในตลาด Future และ Options… พูดง่ายๆ คือ ตัวเลขที่บอกเราได้ว่า มีนักลงทุนเท่าไหร่ที่ ยังไม่ได้ปิดเดิมพัน ออกจากตลาด ซึ่งหากเราต้องการเข้าใจการใช้ Data oi จริงๆ เราน่าจะต้องเข้าใจก่อนว่า คนในตลาด Option เขากำลังคิดอะไรอยู่
โดยปกติทั่วไปเทรดเดอร์ CFDs (Contract for Differences) จะคิดประมาณว่า กราฟราคาจะวิ่งขึ้น หรือ วิ่งลง เพื่อวางแผนเข้าเทรด Buy / Sell ใช่ไหมครับ ในทางกลับกัน คนในตลาด Options มักจะคิดว่าราคาควรไปถึงตรงไหน, ตลาดควรนิ่งหรือเหวี่ยง, เวลาเหลืออีกกี่วัน, Premium จะไหลเข้าหรือไหลออก เป็นต้น
สิ่งต่อมาที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะเริ่มอ่าน Data กัน คือ Call และ Put นั่นเองครับ… บางท่านอาจจะเข้าใจว่า Call option มีเยอะๆ เท่ากับเป็นแนวโน้มขึ้น หรือ ถ้า Put option มีเยอะๆ จะเท่ากับว่าเป็นแนวโน้มขาลง ซึ่งในความเป็นอาจจะไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ
Call option ไม่ได้มีแต่คนหวังว่าราคาจะขึ้น แต่ยังมีทั้งคนซื้อ Call เพื่อเก็งกำไรและคนขาย Call เพื่อกินค่า Premium และ กดราคาอยู่… ในขณะเดียวกัน Put option ก็ไม่ได้มีแต่คนที่กลัวราคาลง แต่ยังมีทั้งคนซื้อ Put เพื่อ Hedge และคนขาย Put เพื่อประกันราคาเช่นเดียวกัน
คนซื้อ Call เพื่อเก็งกำไร คือใคร
- เทรดเดอร์รายย่อย (Retail Traders) จะมีพฤติกรรมประมาณว่าเชื่อว่าราคาจะขึ้น ซื้อ Call ใกล้ราคา (ATM/OTM) เพื่อหวังใช้เงินน้อยเพื่อทำกำไรมาก
- กองทุนบางประเภท หรือ บางแห่ง จะซื้อ Call เพื่อเก็งกำไรระยะสั้น, จำกัดความเสี่ยง, และเล่นเฉพาะบางเหตุการณ์เท่านั้น แต่สัดส่วนอาจจะน้อยมากๆๆๆ ถ้าเทียบกับกองทุนใหญ่ๆ
คนขาย Call เพื่อกินค่า Premium คือใคร?
- Market Maker คือฝั่งที่ต้องการขาย Call ให้กับใครก็ได้ที่ต้องการซื้อ, รับ Premium, บริหารความเสี่ยงด้วย Futures โดยเป้าหมายของเขาคือทำให้ Option ที่ขายไปนั้น หมดค่า -> นั่นแปลว่า ราคาไม่ควรขึ้นแรง หรือ ย่างน้อยก็ไม่ควรผ่าน Strike
- กองทุนที่เล่น Short Volatility โดยเขาจะทำการขาย Call, ขาย Put, รับ Premium เพื่อต้องการทำให้ตลาดนิ่ง (ความผันผวนต่ำ) เพื่อเขาจะได้เปรียบเมื่อตลาดอยู่ในช่วง Sideway และ Option หมดค่า ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่ต้องกดราคาเอง แต่ได้แรงเสริมจาก Dealer
- Commercial Hedgers (บางส่วน) เช่น บริษัทเหมืองทอง, ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ เป็นต้น เขาจะขาย Call เพื่อล็อคราคาป้องกันความเสี่ยง (ไม่ใช่คนกดราคาใน Intraday)
แล้วการกดราคาเกิดขึ้นได้ยังไง?
คำตอบคือ Delta Hedging ครับ เมื่อ Dealer ขาย Call เขาจะมี Delta ติดลบ และถ้าราคาขึ้นก็จะขาดทุน สิ่งที่เขาจะทำคือ Short Futures ตามค่า Delta หมายความว่า ยิ่งราคาเข้าใกล้ Strike, Gramma สูง, Call OI จะหนาขึ้น ผลลัพธ์คือ Short ไปเลย ราคาจะถูกดันลงตามกลไกตลาด Option
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า Call เยอะ ≠ ราคาต้องขึ้น และ Put เยอะ ≠ ราคาต้องลงเสมอไป นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างก็คือ “ใครเป็นคนถือสัญญา OI เหล่านั้น? และเขาได้ประโยชน์จากราคาเหล่านั้นยังไง?”
Open Interest เป็นตำแหน่งที่เงินก้อนใหญ่อยู่จริงๆ เหรอ?
คำตอบคือ จริงครับ แต่ไม่ใช่ในความหมายที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนะ เพราะข้อเท็จจริงแล้ว Open interest คือ ตำแหน่งที่เงินของเจ้ารายใหญ่กำลังทำงานอยู่ ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาจะเข้าหรือจะออกทันที และในมุมมองของเงินก็แปลว่า จุดนั้นยังมีสัญญาจำนวนมากที่ยังไม่ถูกปิด และทุกสัญญามีคนถือความเสี่ยงจริง, มีเงินค้ำประกันจริง, มี Delta / Gramma / Vega อยู่จริงงงง !!!
แล้วที่บอกว่าเงินก้อนใหญ่กำลังทำงานอยู่ตรงนั้นก็เพราะว่า เมื่อ OI สูงมากพอที่ Strike ใด Strike หนึ่ง จะเกิดสิ่งเหล่านี้
- Dealer ต้อง Delta Hedge ตลอดเวลา
- Gamma จะสูงเมื่อราคาเข้าใกล้ Strike
- Futures จะถูกซื้อ/ขายอัตโนมัติ
- ราคาเริ่มไวผิดปกติแถวโซนนั้น
ถ้าเรายังไม่เข้าตรงนี้อาจจะทำให้การเทรดด้วย Data Option ผิดพลาดก็เป็นได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเห็น OI เยอะๆ แล้วรีบเข้า Position ไปเลย หรือ เห็น Put หรือ Call หนาแน่นตรงไหนก็คิดว่าราคาจะวิ่งไปตรงนั้น เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำความเข้าใจการเทรดด้วย OI data จากเพจดังๆ หลายๆ เพจ ซึ่งแต่ละสำนักก็จะมีการสอนเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่ที่ผู้เขียนได้รู้ได้ทราบมาคือเทคนิคการเทรดในแบบฉบับของ Mtraders ที่จะใช้ราคา OI เป็นเหมือนเครื่องทำนายอนาคตราคา ซึ่งระดับความแม่นมีมากพอๆ กับฮาคิสังเกตของลูฟีในร่างเกียร์ 5 ก็ว่าได้
Open Interest Adaptive ea (dashboard)
เอาล่ะครับ… ผมเกริ่นไปซะยืดยาวซักหน่อย เพราะว่าอยากให้คนที่ยังไม่ทราบได้ทราบว่า oi คืออะไร และมีที่มาที่ไปยังไงครับ… โดยแดชบอร์ดตัวนี้ยังไม่เป็นระบบ Auto นะครับ เราต้อง Input ข้อมูลเอาเอง

รายละเอียดที่หน้าแดชบอร์ดนี้แสดงมีรายละเอียดดังนี้
- Delta price คือ ความต่างของราคา Future กับ CFDs
- $Expected move คือ การเคลื่อนที่ของราคาที่คาดหวังในหน่วย USD
- %Daily Vol คือ ความผันผวนในหน่วย %
- Markets status คือ โครงสร้างของตลาด
- %Max dd คือ maximum drawdown ในหน่วย %
- %Gain คือ กำไรในหน่วย %
- $SL predicted คือ จำนวนเงินที่คาดว่าจะเสียในการเทรดในหน่วย USD โดยจะดึงราคา Stop Loss มาคำนวณ
- $TP predicted คือ จำนวนเงินที่คาดว่าจะกำไรในการเทรดในหน่วย USD โดยจะดึงราคา Take profit มาคำนวณ
- Future price now คือ ราคา Future ณ ปัจจุบัน
- % Far from Lower คือ ระยะห่างจากราคาปัจจุบันกับราคาของบล็อคด้านล่างในหน่วย %
- % Far from Upper คือ ระยะห่างจากราคาปัจจุบันกับราคาของบล็อคด้านด้านบนในหน่วย %

รายละเอียดการตั้งค่า Open interest dashborad ea
- Future_Price คือ ราคา Future ณ ปัจจุบันที่ได้จาก Investing.com
- CFDs_Price คือ ราคา CFDs ณ ปัจจุบัน
- Call_1_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract call มากที่สุด หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Call_2_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract call รองลงมา หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Call_3_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract call รองลงมา หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Put_1_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract put มากที่สุด หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Put_2_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract put รองลงมา หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Put_3_Future_price คือ ราคา Future ที่มีปริมาณ Contract put รองลงมา หรือ อยู่ในช่วง SD ที่เราต้องการเทรด
- Vol_Settle คือ ปริมาณการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง (Volume) กับค่าเฉลี่ยความผันผวนของราคาในตลาด Futures/Options (Volatility) โดยแดชบอร์ดจะเอามาคำนวณหาความเป็นไปได้ที่ราคาจะวิ่งได้ภายในวันนั้นๆ
- Mean_Price_Future คือ ค่า Mean ที่เราพิจารณาจากเส้น Implied Volatility (IV)
- Margin_level_limit คือ ค่า margin ที่เราจะจำกัด หากมีค่าน้อยกว่าที่เรากำหนด แดชบอร์ดจะทำการ ลบ Pending อื่นๆ ทั้งหมดที่เราวางไว้ เพื่อบริหารเงินในหน้าตัก และจำกัดความเสี่ยง
- Exp_in_H คือ อายุของ Pending ในหน่วย ชั่วโมง
- MA_Method คือ วิธีการคำนวณ MA
- Fast_MA คือ เส้น MA ที่มีความ sensitive ต่อราคามาก
- Slow_MA คือ เส้น MA ที่มีความ sensitive ต่อราคาน้อย
- Time_Frame คือ การกำหนดให้การวิเคราะห์โครงสร้างราคาด้วยหลักการ Diamond trend analysis ทำงาน
- Z_oerder คือ ค่าคงที่สำหรับปุ่ม Input ราคาและ TP, SL
วิธีหาค่า Input
ค่า Mean, Call options, Put options, และค่า Vol Settle สามารถหาได้จาก CME Group ในขณะที่ราคา Future ณ ปัจจุบันสามารถหาได้จาก Investing.com --> เมื่อกรอกข้อมูลต่างๆ ลง Dashborad เสร็จแล้ว ให้กด OK --> จากนั้นให้กดปุ่ม Draw line ด้านบนขวามือ

>>> Download Dashboard EA Here <<<
— ฟรีถึง 31 ธันวาคม 2568 —
สรุป
หวังว่าเนื้อหาบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ทุกท่านนะครับ ส่วนกลยุทธ์การเทรดด้วย Data Options จะขอทยอยทำในบทความหน้าครับ ขอบคุณครับ


"เริ่มต้นอย่างช้าๆ แต่ชัดเจน"
ให้เราได้ดูแลคุณ...
eaforexcenter.com