ราคาทอง กำลังจะพุ่ง เพราะจีนเปิดสงครามกับ “ทองคำกระดาษ” ??

บทคัดย่อ

China’s War on Paper Gold คือ คำอธิบายเชิงวิเคราะห์ที่ใช้เรียกกระแสการลดบทบาทของ “ทองคำกระดาษ” ในจีน หลังธนาคารจีนหลายแห่งเริ่มยุติหรือลดบริการซื้อขายโลหะมีค่าบางประเภทสำหรับนักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะบริการที่เชื่อมกับการซื้อขายโลหะมีค่าบน Shanghai Gold Exchange

ประเด็นสำคัญ คือ การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้หมายความว่าจีน “ห้ามซื้อทองคำ” แต่เป็นการลดช่องทางซื้อขายโลหะมีค่าแบบสัญญา บัญชี หรือผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Paper Gold สำหรับรายย่อยมากขึ้น ขณะที่ทองคำจริง เช่น ทองแท่ง ทองรูปพรรณ หรือการถือครองทองคำที่มีการส่งมอบจริง ยังมีบทบาทสำคัญในระบบการเงินจีนและตลาดโลก

ในมุมมองทางการ ธนาคารจีนให้เหตุผลเรื่อง “ความผันผวนของราคาโลหะมีค่า” และการควบคุมความเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อย แต่ในมุมมองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมใหญ่ในการลดอิทธิพลตลาดทองคำกระดาษ และผลักให้โลกกลับมามอง “มูลค่าที่แท้จริงของทองคำจริง” มากขึ้น

จีนทำอะไรกับตลาดทองคำกระดาษ?

ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2026 มีรายงานว่าธนาคารจีนหลายแห่ง เช่น ICBC, Postal Savings Bank of China, Ping An Bank และ China Guangfa Bank เริ่มระงับหรือเตรียมยุติบริการซื้อขายโลหะมีค่าสำหรับรายย่อยบางประเภท โดย ICBC ประกาศว่าจะหยุดให้บริการตัวแทนซื้อขายโลหะมีค่าสำหรับบุคคลที่เชื่อมกับ Shanghai Gold Exchange หลังการชำระบัญชีวันที่ 24 กรกฎาคม 2026 ซึ่งรวมถึงสัญญาทองคำและเงินหลายประเภท เช่น Au99.99, Au100g, Au(T+D), mAu(T+D) และ Ag(T+D)

สื่อการเงินรายงานว่าเหตุผลหลักของการถอยออกจากบริการเหล่านี้คือความผันผวนของราคาทองคำและโลหะเงิน หลังจากราคาปรับขึ้นแรงหลายปีแล้วเข้าสู่ช่วงปรับฐาน ธนาคารจึงเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการควบคุมความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนรายย่อย

ดังนั้น ประเด็นที่ต้องเข้าใจก่อนคือ จีนไม่ได้ปิดตลาดทองคำทั้งหมด แต่กำลังลดบทบาทช่องทางซื้อขายโลหะมีค่าบางประเภทที่มีลักษณะเป็นสัญญา บัญชี หรือผลิตภัณฑ์ที่รายย่อยสามารถเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนและมาร์จิ้น

ทองคำกระดาษคืออะไร?

ทองคำกระดาษ หรือ Paper Gold คือการลงทุนในทองคำที่นักลงทุนไม่ได้ถือทองคำจริงไว้กับตัวโดยตรง แต่ถือเป็นสัญญา หน่วยลงทุน บัญชีทองคำ หรือสิทธิเรียกร้องที่อ้างอิงราคาทองคำแทน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า บัญชีทองคำแบบไม่ระบุแท่งทองคำเฉพาะ หรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ราคาเคลื่อนไหวตามทองคำ

ในตลาดทองคำสากล ระบบที่คล้าย Paper Gold มีบทบาทใหญ่มาก โดยเฉพาะตลาด OTC ของลอนดอน ซึ่งมีการใช้บัญชีโลหะมีค่าแบบ Unallocated Account เป็นจำนวนมาก LBMA อธิบายว่า บัญชีแบบ unallocated ทำให้ผู้ถือมีสิทธิเรียกร้องต่อสถาบันที่ถือบัญชี แต่ไม่ได้มีสิทธิในทองคำแท่งใดแท่งหนึ่งแบบเฉพาะเจาะจง และมากกว่า 90% ของการซื้อขายโลหะมีค่าในตลาด OTC/Interbank/Wholesale เคลียร์ผ่านบัญชีลักษณะนี้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าถือทองคำจริง คุณมีสินทรัพย์จริงอยู่ในมือหรือมีการระบุกรรมสิทธิ์ชัดเจน แต่ถ้าถือทองคำกระดาษ คุณกำลังถือ “สัญญา” หรือ “สิทธิทางบัญชี” ที่อ้างอิงทองคำ ซึ่งมีความสะดวกสูง เทรดง่าย สภาพคล่องสูง แต่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา สภาพคล่อง และการส่งมอบทองคำจริง

ทำไมจีนถึงลดบทบาททองคำกระดาษ?

ในระดับทางการ เหตุผลที่อธิบายได้ชัดที่สุดคือ การปกป้องนักลงทุนรายย่อยจากความผันผวนของราคาโลหะมีค่า เพราะ ราคาทอง ในช่วงปี 2025–2026 เคลื่อนไหวรุนแรงมาก World Gold Council รายงานว่าในไตรมาส 1 ปี 2026 ราคาทองคำ LBMA PM เฉลี่ยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4,873 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และราคาทำจุดสูงในเดือนมกราคมที่ 5,405 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนเกิดการปรับฐานในเวลาต่อมา แต่ในระดับยุทธศาสตร์ การลดบทบาททองคำกระดาษอาจสะท้อน 3 เรื่องใหญ่

  • หนึ่งคือ จีนต้องการลดพฤติกรรมเก็งกำไรในตลาดโลหะมีค่าสำหรับรายย่อย เพราะเมื่อราคาทองคำและเงินผันผวนสูง นักลงทุนที่ใช้มาร์จิ้นหรือซื้อขายสัญญาอาจเสียหายได้ง่าย
  • สองคือ จีนอาจต้องการผลักให้ตลาดให้ความสำคัญกับทองคำจริงมากขึ้น เพราะทองคำจริงเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ มีบทบาทในทุนสำรอง และสามารถใช้สร้างความเชื่อมั่นทางการเงินได้มากกว่าสัญญากระดาษ
  • สามคือ จีนกำลังวางโครงสร้างตลาดทองคำของตนเองให้มีอิทธิพลมากขึ้น ทั้งผ่าน Shanghai Gold Exchange, ฮ่องกง และระบบชำระบัญชีทองคำที่จีนต้องการผลักดันให้เป็นทางเลือกจากศูนย์กลางเดิมของตะวันตก

Paper Gold สร้าง “ซัพพลายเทียม” จริงหรือไม่?

ในเชิงโครงสร้าง ตลาดทองคำกระดาษทำให้มีการซื้อขายมูลค่าทองคำจำนวนมากโดยไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบทองคำจริงทุกครั้ง นี่เป็นเรื่องจริงในตลาดการเงินสมัยใหม่ เพราะตลาดล่วงหน้า บัญชี unallocated และ OTC market ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนการซื้อขาย

LBMA ระบุว่าในตลาดลอนดอนมีการเคลียร์ทองคำเฉลี่ยมากกว่า 20 ล้านออนซ์ต่อวัน และเงินมากกว่า 200 ล้านออนซ์ต่อวัน ขณะที่ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2026 แสดงมูลค่าทองคำที่ถูกโอนในระบบเคลียร์ประมาณ 73.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนนั้น

แต่ข้อถกเถียงคือ เมื่อมีการซื้อขายสัญญาทองคำจำนวนมากกว่าทองคำจริงที่พร้อมส่งมอบ ตลาดอาจเกิด “ภาพลวงของซัพพลาย” หรือ Supply Illusion ทำให้ราคาทองคำไม่สะท้อนความขาดแคลนของทองคำจริงอย่างเต็มที่

ฝ่ายที่เชื่อในแนวคิด China’s War on Paper Gold จึงมองว่า หากลดบทบาททองคำกระดาษลง ความต้องการซื้อจะไหลกลับสู่ทองคำจริงมากขึ้น และอาจทำให้เกิด Real Price Discovery หรือการค้นหาราคาที่แท้จริงของทองคำ

อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่า ข้อกล่าวอ้างว่า “ตลาดตะวันตกกดราคาทองคำมานาน 50 ปี” หรือ “ทองคำควรมีราคา 18,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์” เป็นมุมมองเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากองค์กรหลักอย่าง World Gold Council, LBMA หรือธนาคารกลางรายใหญ่ จึงควรใช้เป็น “ฉากทัศน์” มากกว่าการคาดการณ์ราคาที่แน่นอน

Real Price Discovery คืออะไร?

Real Price Discovery คือกระบวนการที่ตลาดค้นหาราคาที่สะท้อนอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสินค้าอ้างอิงเป็นสินทรัพย์จริง เช่น ทองคำแท่ง หรือเงินแท่ง

ถ้าตลาดทองคำถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญากระดาษจำนวนมาก ราคาที่เห็นบนหน้าจออาจสะท้อนทั้งอุปสงค์จริงและอุปสงค์เก็งกำไรผสมกัน แต่ถ้าตลาดบังคับให้ผู้ซื้อขายต้องเกี่ยวข้องกับทองคำจริงมากขึ้น ราคาจะสะท้อนความต้องการถือครองสินทรัพย์จริงชัดเจนขึ้น

นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์บางกลุ่มมองว่า การลดบริการ Paper Gold ของจีนอาจไม่ใช่แค่เรื่องคุ้มครองรายย่อย แต่เป็นการดันตลาดให้กลับไปสู่คำถามพื้นฐานว่า ทองคำหนึ่งออนซ์ควรมีมูลค่าเท่าไร หากไม่มีซัพพลายกระดาษมาช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด?

Gold Corridor คืออะไร?

Gold Corridor คือคำอธิบายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใช้เรียกแนวคิดการสร้างช่องทางให้เงินหยวนเชื่อมโยงกับทองคำ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเงินหยวนในระบบการค้าระหว่างประเทศ

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนปัญหาใหญ่ของเงินหยวน คือ แม้จีนจะเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่เงินหยวนยังมีข้อจำกัดจากระบบควบคุมเงินทุน หรือ Capital Control ทำให้นักลงทุนต่างชาติและประเทศคู่ค้าบางส่วนไม่มั่นใจที่จะถือเงินหยวนจำนวนมาก

ดังนั้น หากจีนสามารถสร้างระบบที่ทำให้ผู้ถือเงินหยวนมั่นใจว่า สามารถนำเงินหยวนไปแลกเป็นทองคำจริงได้ในโครงสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ เงินหยวนก็จะดูมี “มูลค่าจริง” หนุนหลังมากขึ้น

พูดให้เข้าใจง่าย Gold Corridor คือการทำให้เงินหยวนไม่ได้เป็นแค่เงินกระดาษที่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจีนเท่านั้น แต่มีทองคำจริงเข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจในระดับสากล

ทำไมฮ่องกงจึงสำคัญต่อเกมทองคำของจีน?

ฮ่องกงมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นประตูการเงินสากลของจีน มีระบบกฎหมายและตลาดการเงินที่เปิดกว้างกว่าแผ่นดินใหญ่ จึงเหมาะกับการเป็นศูนย์กลางทองคำระหว่างจีนกับต่างประเทศ

ในปี 2026 มีรายงานว่าฮ่องกงวางแผนขยายความสามารถในการจัดเก็บทองคำให้มากกว่า 2,000 ตันภายใน 3 ปี พร้อมผลักดันระบบเคลียร์ริ่งทองคำ และพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำระดับภูมิภาค

การขยายคลังทองคำของฮ่องกงจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเก็บทอง แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เพื่อรองรับการซื้อขาย การส่งมอบ การชำระบัญชี และอาจรวมถึงการใช้ทองคำเป็นหลักประกันในธุรกรรมระหว่างประเทศในอนาคต ถ้ามองในมุมยุทธศาสตร์ ฮ่องกงอาจกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่าง 3 สิ่ง คือ

  1. ทองคำจริง
  2. เงินหยวน
  3. ระบบการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการทางเลือกนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังซื้อทองคำจริงมากขึ้นหรือไม่?

ใช่!!! แนวโน้มนี้เกิดขึ้นจริง และไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน World Gold Council รายงานว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิ 244 ตันในไตรมาส 1 ปี 2026 เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า และยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สะท้อนว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์สำรองที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ผลสำรวจ Central Bank Gold Reserves Survey 2026 ของ World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังคาดว่าทุนสำรองทองคำทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 74% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าสัดส่วนการถือครองดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองโลกจะลดลงในอีก 5 ปีข้างหน้า

ECB ยังรายงานว่า ณ สิ้นปี 2025 ทองคำมีสัดส่วน 27% ของทุนสำรองทางการทั่วโลก แซงหน้าสัดส่วนของยูโรและ U.S. Treasuries แต่ ECB ย้ำด้วยว่า การเพิ่มขึ้นนี้ส่วนใหญ่เกิดจากผลของราคาทองคำที่ปรับขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะธนาคารกลางซื้อทองเพิ่มเท่านั้น

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันแปลว่าโลกไม่ได้ “ทิ้งดอลลาร์ทันที” แต่กำลังค่อย ๆ กระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์กระดาษบางประเภท และเพิ่มบทบาทของทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ

ถ้าทองคำจริงสำคัญขึ้น จะกระทบเงินดอลลาร์อย่างไร?

ถ้าทองคำจริงมีบทบาทมากขึ้น ดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ได้สูญเสียสถานะทันที แต่แรงกดดันต่อระบบ Dollar-Centric Financial System จะเพิ่มขึ้น… ที่ผ่านมา ดอลลาร์สหรัฐมีสถานะเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก เพราะถูกใช้ในการค้าระหว่างประเทศ ทุนสำรองธนาคารกลาง ตลาดพันธบัตร และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เมื่อธนาคารกลางเริ่มเพิ่มทองคำในทุนสำรองมากขึ้น นั่นสะท้อนว่าหลายประเทศต้องการสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง และไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้เหมือนเงินกระดาษ

ทองคำจึงกลับมาเป็น “เงินที่มีคุณภาพ” ในสายตาของหลายประเทศ โดยเฉพาะในโลกที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินเดิมถูกตั้งคำถามมากขึ้น

แล้วราคา Fair Price 18,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ น่าเชื่อถือแค่ไหน?

ในกระแสวิเคราะห์ China’s War on Paper Gold มีการพูดถึงตัวเลข 18,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ว่าอาจเป็น Fair Price Value ของทองคำ หากตลาดไม่มีซัพพลายเทียมจากทองคำกระดาษ

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนตรรกะว่า ถ้าสัญญาทองคำกระดาษมีปริมาณมากกว่าทองคำจริงที่พร้อมส่งมอบหลายเท่า ราคาปัจจุบันอาจต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง และเมื่อซัพพลายกระดาษถูกลดบทบาท ราคาทองคำจริงอาจถูกประเมินใหม่ในระดับที่สูงกว่าปัจจุบันมาก

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 18,500 ดอลลาร์ควรถูกมองเป็น Scenario Analysis ไม่ใช่ราคาเป้าหมายหลัก เพราะยังไม่มีสูตรมาตรฐานที่ตลาดโลกยอมรับร่วมกัน และราคาทองคำจริงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อัตราดอกเบี้ยจริง ค่าเงินดอลลาร์ เงินเฟ้อ ความต้องการของธนาคารกลาง ความต้องการ ETF การถือครองทองคำแท่ง และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์ จึงไม่ควรตีความว่า “ทองคำต้องขึ้นไป 18,500 ดอลลาร์แน่นอน” แต่ควรมองว่า ตัวเลขนี้สะท้อนมุมมองของฝ่ายที่เชื่อว่าทองคำถูกประเมินต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงของระบบการเงินโลก

เงิน Silver จะได้รับผลกระทบด้วยมั๊ย?

มีโอกาสได้รับผลกระทบ เพราะมาตรการของธนาคารจีนไม่ได้เกี่ยวข้องกับทองคำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงโลหะมีค่าหลายประเภท เช่น เงิน หรือ Silver ด้วย โดยประกาศของ ICBC ระบุถึงสัญญา Ag(T+D) ซึ่งเป็นสัญญาเงินที่เชื่อมกับ Shanghai Gold Exchange

ถ้าตลาดลดบทบาทของสัญญากระดาษในโลหะมีค่า ความสนใจอาจไหลไปยังเงินจริงหรือสินทรัพย์ที่มีการส่งมอบจริงมากขึ้น เช่นเดียวกับทองคำ

อย่างไรก็ตาม เงินมีลักษณะต่างจากทองคำ เพราะเงินมีทั้งบทบาทเป็นสินทรัพย์การเงินและโลหะอุตสาหกรรม ราคาของ Silver จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นทางการเงินอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับอุปสงค์จากอุตสาหกรรม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสีเขียวด้วย

ผลกระทบต่อ ราคาทอง และ เทรดเดอร์ Forex

สำหรับเทรดเดอร์ XAUUSD ประเด็น China’s War on Paper Gold มีผลต่อ “Narrative” ของตลาดทองคำมากกว่าการเป็นสัญญาณเข้าเทรดทันที… สิ่งที่ควรจับตาคือ

  1. ความแตกต่างระหว่างราคาทองคำจริงกับราคาตลาดกระดาษ: ถ้าความต้องการทองคำจริงสูงขึ้นมาก อาจเกิด Premium ในบางตลาด เช่น เอเชีย หรือจีน เมื่อเทียบกับราคามาตรฐานตะวันตก
  2. ความผันผวนของ ราคาทอง: เมื่อธนาคารจีนลดช่องทางเทรดของรายย่อยบางประเภท สภาพคล่องและพฤติกรรมการเก็งกำไรอาจเปลี่ยนในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังวันที่มาตรการมีผล
  3. ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ: ทองคำมักได้รับผลกระทบจากดอลลาร์และ Real Yield หากดอลลาร์แข็งหรืออัตราดอกเบี้ยจริงสูง ทองคำอาจถูกกดดัน แม้ภาพระยะยาวของทองคำจริงจะยังแข็งแรง
  4. การซื้อทองคำของธนาคารกลาง: ถ้าธนาคารกลางยังซื้อทองคำต่อเนื่อง จะช่วยสร้างฐานอุปสงค์ระยะยาวให้ตลาดทองคำ
  5. นโยบายจีนต่อฮ่องกงและ Shanghai Gold Exchange: ถ้าจีนเร่งสร้างระบบเคลียร์ทองคำ คลังทองคำ และตลาดซื้อขายที่เชื่อมกับหยวนมากขึ้น บทบาทของเอเชียในตลาดทองคำโลกอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

นักลงทุนควรตีความเรื่องนี้อย่างไร?

สำหรับนักลงทุนระยะยาว ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรีบซื้อทองคำทันที แต่ควรเข้าใจว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “สินทรัพย์จริง” กลับมามีความสำคัญมากขึ้น

ทองคำจริงมีจุดแข็งคือ ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา ไม่ถูกพิมพ์เพิ่ม และเป็นสินทรัพย์สำรองที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังให้ความสำคัญ แต่ทองคำก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีเงินปันผล มีต้นทุนจัดเก็บ และราคาผันผวนสูง

  • สำหรับเทรดเดอร์ระยะสั้น การใช้ข่าวนี้เป็นเหตุผลซื้อทองคำแบบไม่ดูกราฟถือว่าเสี่ยงมาก เพราะราคาทองคำสามารถปรับฐานแรงได้ แม้ภาพระยะยาวจะดูดี
  • สำหรับผู้ถือทองคำจริง ควรมองทองคำเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะทำกำไรเสมอไปทุกช่วงเวลา

สรุปจีนกำลังเปิดสงครามกับทองคำกระดาษจริงหรือไม่?

คำตอบคือ จีนกำลังลดบทบาทการซื้อขายโลหะมีค่าบางประเภทสำหรับรายย่อยจริง แต่การตีความว่านี่คือ “สงครามกับทองคำกระดาษ” ยังเป็นมุมมองเชิงวิเคราะห์มากกว่าข้อเท็จจริงทางการ

สิ่งที่ยืนยันได้คือ ธนาคารจีนหลายแห่งเริ่มจำกัดหรือยุติบริการซื้อขายโลหะมีค่าสำหรับรายย่อยบางช่องทาง ขณะเดียวกัน จีนและฮ่องกงกำลังผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านทองคำ เช่น คลังทองคำ ระบบเคลียร์ริ่ง และการเชื่อมโยงตลาดทองคำจีนกับตลาดสากล

สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ หากจีนเดินหน้าให้ทองคำจริงมีบทบาทมากขึ้นในระบบการเงิน และหากธนาคารกลางทั่วโลกยังเพิ่มทองคำในทุนสำรอง แนวคิดเรื่อง “เงินที่มีคุณภาพ” อาจกลายเป็นธีมใหญ่ของตลาดการเงินโลกในอีกหลายปีข้างหน้า

สำหรับตลาด XAUUSD นี่ไม่ใช่แค่ข่าวทองคำธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าการต่อสู้ระหว่าง ทองคำจริง, ทองคำกระดาษ, เงินหยวน และดอลลาร์สหรัฐ อาจกลายเป็นหนึ่งในเกมใหญ่ที่สุดของระบบการเงินโลกยุคใหม่

เขียนโดย eaforexcenter.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *