กองทุน Topstep คืออะไร แล้วสอบดีไหม?

บทคัดย่อ

Topstep คือ บริษัท Prop Firm สาย Futures จากอเมริกา ที่ให้เทรดเดอร์พิสูจน์ฝีมือผ่านระบบสอบที่เรียกว่า Trading Combine หากผ่านเกณฑ์ จะมีสิทธิ์เข้าสู่บัญชี Express Funded Account หรือ XFA เพื่อเทรดตามกฎของบริษัทและขอถอนเงินจริงได้ โดย Topstep ระบุว่าเทรดเดอร์สามารถเก็บกำไรได้ 90% ตามโครงสร้าง Profit Split ของโปรแกรม

พูดให้ง่ายที่สุด Topstep ไม่ใช่โบรกเกอร์ Forex และไม่ใช่บัญชี CFD แต่เป็นโปรแกรมสำหรับคนที่ต้องการเทรด Futures เช่น S&P 500, Nasdaq, Gold, Crude Oil ผ่านกฎของกองทุน โดยไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น

ว่าแต่ “สอบ Topstep ดีไหม?” ถ้าเป็นผมก็จะบอกว่า เอาเลย!!! มันดีสำหรับคนที่มีระบบเทรด มีวินัย และเข้าใจ Futures จริง แต่ไม่เหมาะกับคนที่หวังเทรดอัดหนักเพื่อผ่านเร็ว เพราะกฎหลักของ Topstep ไม่ได้วัดแค่ว่าคุณทำกำไรได้ไหม แต่วัดว่า “คุณคุมความเสี่ยงได้สม่ำเสมอหรือไม่”

Topstep เหมาะกับใคร?

Topstep เหมาะกับเทรดเดอร์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ครับ

  1. มีระบบเทรดชัดเจน ไม่เข้าออเดอร์มั่ว
  2. รับได้กับการเทรดแบบมีกฎจำกัด Drawdown
  3. เข้าใจสินค้า Futures เช่น ES, NQ, GC, CL
  4. ไม่เน้น Martingale, Overlot หรือ All-in
  5. ต้องการฝึกวินัยก่อนใช้เงินจริงจำนวนมาก
  6. มีแผนบริหารความเสี่ยงต่อวัน ต่อไม้ และต่อพอร์ต

แต่ถ้าคุณเป็นสายเทรดแก้มือ, ชอบเพิ่มล็อตตอนเสีย, ชอบถือข้ามความผันผวนแรง หรือยังไม่เข้าใจ Tick Value ของ Futures ดีพอ การสอบ Topstep อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่หมดไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมา

Futures ต่างจาก Forex/CFD อย่างไร?

ก่อนจะสมัคร Topstep ต้องเข้าใจก่อนว่า Topstep เป็นกองทุนสาย Futures ไม่ใช่ Forex CFD

CFD / Forex

การเทรด CFD หรือ Forex ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ ราคาจะอ้างอิงจาก Liquidity Provider ของแต่ละโบรกเกอร์ ทำให้กราฟ สเปรด ไส้เทียน หรือช่วงข่าวแรงอาจต่างกันได้ ไม่มีตลาดกลางเดียวแบบ Futures และสัญญาไม่มีวันหมดอายุเหมือน Futures

Futures / CME

Futures เป็นสัญญามาตรฐานที่ซื้อขายผ่านตลาดที่มีการกำกับดูแล เช่น CME, COMEX, NYMEX และ CBOT โดย CME อธิบายว่า Futures Contract เป็นสินค้าที่สร้างโดยตลาด Exchange และมีการกำหนดมาตรฐานของสัญญาไว้ชัดเจน เช่น ขนาดสัญญา เดือนหมดอายุ Tick Size และ Tick Value

จุดเด่นของ Futures คือมีตลาดกลาง มี Volume จริง มีข้อมูลราคาและสัญญาที่เป็นมาตรฐานกว่า CFD แต่ก็มีความเสี่ยงสูง เพราะ Futures เป็นสินค้าที่มี Leverage และ CME ระบุชัดเจนว่า Futures ไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน และอาจเกิดการขาดทุนได้มากกว่าจำนวนเงินที่ใช้วางเพื่อเปิดสถานะ

Contract, Mini และ Micro คืออะไร?

ในตลาด Futures จะไม่เรียกขนาดการเทรดว่า Lot แบบ Forex แต่จะเรียกว่า Contract ตัวอย่างสินค้า Futures ยอดนิยม ได้แก่

สัญลักษณ์ สินค้า กลุ่ม
ES E-mini S&P 500 ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ
NQ E-mini Nasdaq-100 ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี
GC Gold Futures ทองคำ
CL Crude Oil Futures น้ำมันดิบ
MES Micro E-mini S&P 500 Micro Futures
MNQ Micro E-mini Nasdaq-100 Micro Futures
MGC Micro Gold Micro Futures

โดยทั่วไป Micro จะมีขนาดเล็กกว่า Mini ประมาณ 10 เท่า เช่น CME ระบุว่า Micro E-mini สามารถใช้บริหารความเสี่ยงได้ละเอียดขึ้น และมีอัตราแปลงกับ E-mini ที่ 1:10 สำหรับคนที่เริ่มสอบกองทุน Futures การเริ่มจาก Micro มักปลอดภัยกว่า เพราะ Tick Value ต่ำกว่า ทำให้ควบคุม Drawdown และความผันผวนของพอร์ตได้ดีกว่า

TopstepX คืออะไร?

TopstepX คือแพลตฟอร์มเทรดของ Topstep ที่ออกแบบมาสำหรับเทรดเดอร์ในระบบ Topstep โดยเฉพาะ ใช้งานผ่านเว็บและมือถือได้ จุดเด่นคือมีเครื่องมือช่วยควบคุมความเสี่ยง เช่น Risk Settings, Personal Daily Loss Limit, Personal Daily Profit Target และระบบล็อกตัวเองไม่ให้เทรดต่อหลังถึงเงื่อนไขที่ตั้งไว้ โดย Topstep ระบุว่า TopstepX เป็นแพลตฟอร์ม Proprietary Platform ที่ช่วยให้เทรดเดอร์สร้างวินัยและบริหารความเสี่ยงตั้งแต่วันแรกของการเทรด

ข้อดีของ TopstepX คือเหมาะกับคนที่ต้องการเทรดในระบบของ Topstep โดยไม่ต้องเซ็ตแพลตฟอร์มซับซ้อนมาก แต่ข้อควรรู้คือ ถ้าจะใช้ Automation, API หรือระบบเทรดอัตโนมัติ ต้องอ่านกฎให้ละเอียด เพราะ Topstep มีข้อจำกัดเรื่อง VPN, VPS, Remote Server และการใช้เทคโนโลยีที่อาจถูกมองว่าได้เปรียบไม่เป็นธรรม

ค่าใช้จ่าย Topstep: Standard Path vs No Activation Fee Path

ปัจจุบัน Topstep มีค่าใช้จ่ายหลักในขั้น Trading Combine เป็นแบบรายเดือน โดยมี 2 Path ให้เลือก คือ Standard Path และ No Activation Fee Path

ขนาดบัญชี Standard Path No Activation Fee Path
50K $49/เดือน $95/เดือน
100K $99/เดือน $149/เดือน
150K $199/เดือน $229/เดือน

Topstep ระบุว่า Standard Path มีค่าสอบรายเดือนถูกกว่า แต่เมื่อผ่านแล้วต้องจ่าย Activation Fee $149 ต่อ XFA ส่วน No Activation Fee Path มีค่าสอบรายเดือนแพงกว่า แต่เมื่อผ่านแล้วไม่ต้องจ่ายค่าเปิด XFA เพิ่ม

เลือกแบบไหนดี?

  • Standard Path เหมาะกับคนที่คิดว่าอาจใช้เวลาสอบมากกว่า 1 เดือน หรือยังอยู่ในช่วงทดสอบระบบ เพราะค่าสอบรายเดือนต่ำกว่า
  • No Activation Fee Path เหมาะกับคนที่มั่นใจว่ามีโอกาสสอบผ่านเร็วภายใน 1–2 ครั้ง เพราะแม้ค่าสอบรายเดือนสูงกว่า แต่ไม่ต้องจ่าย Activation Fee หลังผ่าน
  • จุดที่ต้องระวังคือ Topstep ระบุว่าเมื่อเลือก Path แล้วไม่สามารถเปลี่ยนภายหลังได้

ระบบ Subscription รายเดือนของ Trading Combine

Trading Combine เป็นระบบ Subscription รายเดือน ระบบจะ Rebill ทุก 30 วันนับจากวันที่สมัคร และจะทำงานต่อไปจนกว่าคุณจะสอบผ่านจนได้ XFA หรือกดยกเลิกเอง

นี่คือจุดที่หลายคนพลาด เพราะถ้าคุณเทรดพอร์ตเสียหายจนไม่สามารถผ่านได้แล้ว แต่ลืมกดยกเลิก ระบบยังสามารถต่ออายุและหักเงินต่อได้ ดังนั้นก่อนสมัครควรจดวัน Rebill ไว้เสมอ และถ้าเลิกสอบแล้วต้องเข้าไปจัดการ Subscription ด้วยตัวเอง

กฎสำคัญก่อนสมัคร Topstep

  1. ต้องผ่าน KYC: Topstep มีการตรวจสอบตัวตนของเทรดเดอร์ผ่านระบบ KYC และสามารถขอให้ยืนยันตัวตนใหม่ได้ในภายหลัง
  2. ห้ามใช้ VPN / Proxy / TOR: Topstep ระบุชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้ใช้ VPN, Proxy, TOR หรือบริการปกปิดตำแหน่ง/ตัวตน เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย การตรวจสอบบัญชี และการป้องกันการใช้งานผิดกฎ
  3. ห้ามเทรดแทนคนอื่น: Topstep ไม่อนุญาตให้เทรดแทนผู้อื่น หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายรับจ้างสอบ เพราะอาจถูกพิจารณาเป็น Prohibited Conduct
  4. Topstep ไม่ใช่ Forex/CFD: Topstep ระบุใน Disclaimer ว่าโปรแกรมอนุญาตให้เทรดเฉพาะ Futures บน CME, COMEX, NYMEX และ CBOT เท่านั้น ไม่รองรับหุ้น, Options, Forex, Spot Crypto หรือ CFDs ในโปรแกรมของ Topstep

Trading Combine คืออะไร?

Trading Combine คือด่านสอบของ Topstep เป็นบัญชีจำลองที่ใช้ทดสอบว่าคุณสามารถทำกำไรภายใต้กฎความเสี่ยงได้หรือไม่

Topstep ระบุเป้าหมายหลักของ Trading Combine ไว้ 2 ข้อ คือ

  1. ทำกำไรให้ถึงและรักษา Profit Target
  2. ผ่าน Consistency Target โดยวันที่กำไรดีที่สุดไม่ควรเกิน 50% ของเป้าหมายกำไร

นี่แปลว่า Topstep ไม่ได้ต้องการคนที่ฟลุ๊คกำไรวันเดียวแล้วผ่าน แต่ต้องการคนที่ทำกำไรได้แบบมีวินัยและสม่ำเสมอ

3 กฎเหล็กบริหารความเสี่ยงการเทรด

Maximum Position Size: เปิดได้กี่ Contract?

Topstep จำกัดจำนวน Contract สูงสุดตามขนาดบัญชี โดย Micro และ Mini คิดอัตรา 10:1

ขนาดบัญชี Max Mini Contracts Max Micro Contracts
50K 5 50
100K 10 100
150K 15 150

Topstep ระบุว่าคุณไม่จำเป็นต้องใช้จำนวน Contract สูงสุดเสมอไป และสามารถเทรดน้อยกว่านั้นได้ สำหรับคนไทยที่เพิ่งเริ่ม Futures คำแนะนำคือ อย่าเห็นว่า 50K เปิดได้ 5 Mini แล้วรีบใช้เต็ม เพราะสินค้าอย่าง NQ หรือ GC มี Tick Value สูงมาก หากผิดทางไม่กี่แท่งก็อาจกินพื้นที่ Drawdown ไปเยอะ ควรเริ่มจาก Micro เพื่อคุมความเสี่ยงก่อน

Daily Loss Limit หรือ DLL คืออะไร?

Daily Loss Limit หรือ DLL คือขีดจำกัดการขาดทุนรายวัน ถ้าขาดทุนถึงระดับที่กำหนด ระบบจะปิดสถานะ ยกเลิก Pending Order และห้ามเทรดต่อจนกว่าจะเริ่ม Session ใหม่ โดยปัจจุบัน DLL ใน Trading Combine และ XFA เป็นตัวเลือกเสริม ส่วน Live Funded Account จะมี DLL อัตโนมัติ โดยค่าที่ Topstep ระบุไว้คือ

ขนาดบัญชี DLL
50K $1,000
100K $2,000
150K $3,000

Topstep ระบุว่า DLL ไม่ใช่การทำผิดกฎ แต่เป็นการบังคับพักในวันนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้วันแย่วันเดียวทำลายบัญชีทั้งหมด สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ DLL ถือว่ามีประโยชน์มาก เพราะช่วยตัดวงจร “เทรดแก้มือ” ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีสอบแตก

Maximum Loss Limit หรือ MLL คืออะไร?

Maximum Loss Limit หรือ MLL คือเส้นขาดทุนสูงสุดของบัญชี ถ้า Equity หรือ Net P&L แตะระดับนี้เมื่อใด ระบบจะ Liquidate ทันที แม้เป็น Floating Loss ก็ถูกนับ

ขนาดบัญชี Maximum Loss Limit
50K $2,000
100K $3,000
150K $4,500

Topstep ระบุว่า MLL เป็นกฎหลักของโปรแกรม และไม่สามารถขอปรับหรือเปลี่ยนได้ ตัวอย่างบัญชี 50K

  • เริ่มต้น Balance = $50,000
  • MLL = $48,000
  • ถ้าวันแรกทำกำไร $500 Balance เป็น $50,500 เส้น MLL จะขยับขึ้นเป็น $48,500
  • ถ้าวันต่อมาขาดทุน $500 Balance กลับมาที่ $50,000 แต่ MLL จะไม่ลดลง และยังคงอยู่ที่ $48,500

นี่คือเหตุผลที่หลายคนเรียก MLL ว่า Trailing Drawdown

ความน่ากลัวของ Trailing Drawdown

จุดที่ทำให้หลายคนสอบ Topstep ไม่ผ่าน ไม่ใช่เพราะเทรดไม่ได้กำไร แต่เพราะ “ปล่อยให้กำไรที่เคยมีหายกลับลงมา” Trailing MLL จะขยับขึ้นตามกำไรที่พอร์ตทำได้ แต่จะไม่ขยับลงเมื่อพอร์ตขาดทุน ดังนั้นถ้าคุณทำกำไรขึ้นไปมากแล้วไม่ปิด ไม่ล็อกกำไร หรือปล่อยให้ตลาดกลับตัว พื้นที่ Buffer จะหายเร็วมาก ตัวอย่างง่าย ๆ

  • บัญชี 50K
  • เริ่มต้น MLL = $48,000
  • คุณทำกำไรขึ้นไปถึง $51,500
  • MLL อาจขยับขึ้นตามไปใกล้ $49,500
  • ถ้าจากนั้นคุณเสียกลับลงมาเหลือ $50,000
  • แม้ Balance ยังเท่าทุน แต่พื้นที่กันพอร์ตแตกอาจเหลือแค่ประมาณ $500

นี่คือกับดักของคนที่ดูแต่ Balance แต่ไม่ดู MLL

MLL Lock at Break-Even คืออะไร?

Topstep ระบุว่า MLL จะขยับขึ้นตามกำไร แต่เมื่อเส้น MLL ขยับถึง Starting Balance แล้วจะล็อกไว้ถาวร ไม่ขยับขึ้นต่อ เช่นบัญชี 50K

  • ถ้าคุณปั้นพอร์ตจน MLL ขยับมาถึง $50,000 ได้แล้ว
  • หลังจากนั้น MLL จะไม่ Trailing ขึ้นไปอีก
  • นี่ถือเป็นจุดที่พอร์ตเริ่มปลอดภัยขึ้น เพราะต่อให้ทำกำไรเพิ่ม เส้นตายจะไม่ไล่ขึ้นตามไปเรื่อย ๆ

แต่ต้องเข้าใจว่า “ปลอดภัยขึ้น” ไม่ได้แปลว่าเทรดได้ประมาท เพราะหาก Balance กลับมาแตะ MLL ระบบก็ยังปิดบัญชีตามกฎ

Consistency Rule คืออะไร?

Consistency Rule คือกฎที่ใช้ป้องกันการฟลุ๊คกำไรหนักวันเดียวแล้วผ่าน สำหรับ Trading Combine ปัจจุบัน Topstep ใช้แนวคิด Consistency Target 50% โดยวันกำไรดีที่สุดไม่ควรเกิน 50% ของกำไรรวม/เป้าหมายที่ต้องทำ หากเกิน เป้าหมายกำไรที่ต้องทำอาจถูกเพิ่มขึ้น ตัวอย่างจากเกณฑ์ของ Topstep

ขนาดบัญชี Profit Target
50K $3,000
100K $6,000
150K $9,000

สูตรเข้าใจง่ายคือ Best Day Profit ÷ Total Profit = Best Day % ถ้าวันที่ดีที่สุดทำกำไรมากเกินไป คุณต้องเทรดวันอื่นเพิ่มเพื่อให้สัดส่วนของวันนั้นลดลง

สอบ TopStep ผ่านแล้วได้อะไร?

เมื่อสอบ Trading Combine ผ่าน บัญชีสอบจะปิด และผู้เทรดสามารถ Activate บัญชี Express Funded Account หรือ XFA ได้จาก Dashboard สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ XFA ยังเป็นบัญชีจำลองระดับ Funded ไม่ใช่ Live Account ทันที โดย Topstep ระบุว่า XFA เป็นบัญชี Funded-Level แบบ Simulated Account แต่สามารถสร้างเงินจริงจาก Payout ได้ ซึ่ง Topstep อธิบายเส้นทางหลักไว้ 3 ขั้นคือ

  1. Trading Combine — สอบในสภาพตลาดจำลอง
  2. Express Funded Account — เทรดบัญชีจำลองระดับ Funded เพื่อขอ Payout
  3. Live Funded Account — บัญชี Live ที่อาจได้รับการคัดเลือกเมื่อมีผลงานสม่ำเสมอ

พูดแบบตรง ๆ คือ สอบผ่านไม่ได้แปลว่าได้ Live Account ทันที แต่เป็นการเข้าสู่ด่าน XFA ก่อน

XFA Standard vs XFA Consistency ต่างกันอย่างไร?

หลังผ่าน Trading Combine และ Activate XFA จะมีรูปแบบ Payout ให้เลือก ได้แก่ XFA Standard และ XFA Consistency

รายการ XFA Standard
เงื่อนไข Payout 5 Winning Days วันละ $150+
Profit Split 90/10
MLL มี
DLL Optional
Consistency Target ไม่มี
Profit Target ไม่มี

Topstep ระบุว่า XFA Standard ต้องมี 5 Winning Days อย่างน้อย $150 ส่วน XFA Consistency ต้องมี 3 วันเทรดและ Largest Winning Day ต้องไม่เกิน 40% ของ Total Net Profit ในรอบ Payout นั้น จุดนี้คนไทยหลายคนสับสน เพราะ “Consistency 50%” ใช้ใน Trading Combine ส่วน “Consistency 40%” ใช้กับ XFA Consistency ในขั้นขอ Payout

ถอนเงินจาก Topstep ได้อย่างไร?

Topstep รองรับ Payout หลายช่องทาง เช่น Aeropay, ACH, Wire/SWIFT และ Wise โดย Wise เป็นช่องทางที่เหมาะกับ International Traders เพราะ Topstep ระบุว่าเป็นช่องทางที่รวดเร็ว คุ้มค่า และรองรับการแปลงเป็นสกุลเงินท้องถิ่น

ข้อมูลจาก Topstep ระบุว่า Wise ใช้เวลาประมาณ 1–3 Business Days และไม่มีค่าธรรมเนียมจาก Topstep แต่อาจมีค่าธรรมเนียมจากธนาคารหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับคนไทย Wise ถือว่าเป็นช่องทางที่น่าสนใจ เพราะสามารถรับเงินต่างประเทศและโอนเข้าบัญชีไทยได้สะดวกกว่าการใช้ Wire แบบดั้งเดิมในหลายกรณี

Reset พอร์ตคืออะไร?

Reset คือการล้างสถานะ Trading Combine กลับไปเริ่มใหม่ เช่น Balance, MLL, Consistency Target และจำนวนวันเทรดจะกลับไปตั้งต้นใหม่ Topstep ระบุว่า Reset ใช้กับ Trading Combine ที่ยัง Active อยู่ และมีข้อจำกัดการ Reset ต่อวัน

Reset เหมาะกับกรณีที่พอร์ตเสียหายหนักหรือชน MLL จนไม่สามารถสอบผ่านได้แล้ว แต่ไม่ควรใช้ Reset เป็นนิสัย เพราะถ้าคุณต้อง Reset บ่อย แปลว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่พอร์ต แต่อยู่ที่ระบบเทรดหรือวินัยในการคุมความเสี่ยง

ข้อห้ามสำคัญที่ต้องรู้

Topstep มีข้อห้ามหลายอย่างที่เทรดเดอร์ควรอ่านก่อนสมัคร เช่น

  • ห้ามใช้ VPN, Proxy, TOR
  • ห้ามเทรดแทนคนอื่น
  • ห้าม Account Stacking แบบใช้หลายบัญชีเพื่ออัดเสี่ยงซ้ำ ๆ
  • ห้าม Cross-Account Hedging
  • ห้ามใช้ระบบหรือเทคโนโลยีที่สร้างความได้เปรียบไม่เป็นธรรม
  • ห้ามใช้กลยุทธ์ที่ Exploit ความบกพร่องของ Sim Fill
  • ห้ามเทรดเต็ม Maximum Position Size เข้าใส่ข่าวใหญ่แบบจงใจ

Topstep ระบุว่าพฤติกรรมที่เข้าข่าย Prohibited Conduct อาจนำไปสู่การเตือน ลบวันเทรด Reset ปิดบัญชีถาวร หรือปฏิเสธ Payout ได้ ดังนั้นก่อนใช้ EA, Algo, Copy Trade หรือระบบอัตโนมัติ ต้องอ่านกฎละเอียด เพราะถึง Topstep จะอนุญาต Automated Strategies แบบมีเงื่อนไข แต่ก็ไม่รับผิดชอบหากระบบทำงานผิดพลาด และไม่อนุญาตกลยุทธ์ที่เอาเปรียบสภาพแวดล้อมจำลอง

แล้วสอบ Topstep ดีไหม?

คำตอบแบบตรงที่สุดคือ Topstep น่าสอบ ถ้าคุณมีระบบเทรด Futures ที่คุมความเสี่ยงได้จริง และมองว่าค่าสอบคือค่าใช้จ่ายเพื่อทดสอบวินัย ไม่ใช่ตั๋วลัดสู่เงินทุนฟรี

แต่ถ้าคุณยังไม่มีระบบ, ยังไม่เข้าใจ Tick Value, ยังไม่รู้ว่าต่อวันควรเสียได้กี่ดอลลาร์, หรือยังชอบแก้มือเมื่อขาดทุน การสมัคร Topstep อาจยังเร็วเกินไป มุมมองที่เหมาะสมคือ อย่าถามแค่ว่า “Topstep จ่ายเงินจริงไหม?” แต่ควรถามว่า

ระบบเทรดของเรารอดภายใต้กฎ MLL, DLL และ Consistency Rule ได้หรือไม่? ถ้ารอดได้ Topstep อาจเป็นสนามที่ดีมาก ถ้ารอดไม่ได้ Topstep จะกลายเป็นกระจกสะท้อนจุดอ่อนของระบบเทรดคุณทันที

สรุป: Topstep ไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นสนามสอบวินัย

Topstep คือ กองทุน Prop Firm สาย Futures ที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากเทรดด้วย Buying Power ของกองทุน โดยไม่ต้องใช้เงินทุนส่วนตัวจำนวนมากตั้งแต่เริ่มต้น จุดแข็งคือระบบชัดเจน มีตลาด Futures เป็นฐาน มีเครื่องมือควบคุมความเสี่ยง และมีเส้นทางจาก Trading Combine ไป XFA และ Live Funded Account

แต่จุดที่ต้องระวังคือ Topstep ไม่ได้ออกแบบมาให้คนเทรดพนันหรืออัดล็อตผ่านเร็ว กฎ MLL, DLL และ Consistency Rule ถูกสร้างมาเพื่อคัดคนที่มีวินัยจริง

ถ้าคุณมีระบบเทรดที่ทำกำไรสม่ำเสมอ คุมขาดทุนได้ และเข้าใจ Futures ดีพอ Topstep เป็นตัวเลือกที่น่าศึกษา
แต่ถ้ายังไม่มีแผนบริหารความเสี่ยง Topstep อาจไม่ใช่คำตอบในตอนนี้

ข้อสรุปของ eaforexcenter: Topstep คือ กองทุนที่เหมาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องการฝึกวินัยและต่อยอดสู่การเป็น Funded Trader ในตลาด Futures แต่ควรเริ่มแบบระวัง ใช้ Micro Contract ก่อน และอย่าสมัครด้วยความหวังว่าจะรวยเร็วจากการสอบผ่านเพียงครั้งเดียว

เขียนโดย eaforexcenter.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *